หนังการ์ตูน ภาพยนตร์การ์ตูน แอนนิเมชั่น อัพเดทข่าวสาร รวมข่าวบันเทิงสุดฮอตล่าสุดของการ์ตูน

หนังการ์ตูน ภาพยนตร์การ์ตูน รวบรวมข้อมูลหนังการ์ตูน หนังแอนนิเมชั่น ค่ายหนัง เรื่องย่อพร้อมกับข่าวคราววงการหนังใหม่ล่าสุด

หนังการ์ตูน การ์ตูน เป็นคำทับศัพท์ ในภาษาอังกฤษว่า Cartoon ซึ่งได้มีการสันนิษฐานว่า มีรากศัพท์มาจากคำว่า คาโตเน Cartone ในภาษาอิตาลี ซึ่งหมายถึงแผ่นกระดาษ ที่มีภาพวาด ต่อมาจึงทำให้ความหมาย ของคำนี้อาจจะเปลี่ยนไป มาเป็นภาพล้อเลียนเชิงขบขัน เปรียบเปรยเสียดสี

หรือแสดงจินตนาการฝันเฟื่อง แต่หนังสือบางฉบับ ก็ได้กล่าวว่า การ์ตูนนั้นมาจาก คำในภาษาละตินว่า Charta ซึ่งหมายถึงกระดาษ เพราะในสมัยนั้น การ์ตูนหมายถึง การวาดภาพลงบนผ้าใบขนาดใหญ่ วาดบนผ้าม่านหรือ การเขียนลวดลายหรือ ภาพลงบนกระจกและโมเสก แต่สำหรับหนังการ์ตูน

ในรูปแบบที่เราคุ้นเคยกันจริงๆ เริ่มขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่ ๒๐ โดยมีบุคคลสำคัญ หลายคนช่วยกันสร้างมันขึ้นมา เรื่องราวของแต่ละบุคคล เหล่านั้นมีความสนุก และยังมีการแข่งขัน และมีการช่วงชิง สนุกสนานมากพอที่จะนำ ไปสร้างเป็นหนังเรื่องหนึ่งได้เลยทีเดียว ต่อไปนี้คือเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ซึ่งได้มีการตัดทอน รายละเอียดลงมาก เหลือไว้เพียงบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับ บางคนสงสัยว่า เมื่อแรกเริ่มมีหนังการ์ตูนนั้น ศิลปินอดทนลำบากวาดภาพซ้ำๆ 24 ภาพเพื่อฉายให้เห็นการเคลื่อนไหวเพียง 1 วินาทีได้อย่างไร พวกเขาเอาแรง และความเพียรพยายามมาจากไหน บางคนสงสัยว่าทำไม

ตัวการ์ตูนอเมริกันสมัยเริ่มแรก จึงดูเหมือนมิคกี้เมาส์ไปหมด คือเป็นแท่งมนๆสีดำ มีแขนมีขา มีตามีหู ขยับไปมาได้ดูน่ารำคาญมากกว่าน่ารักสะอีก แต่ทั้งหมดที่เห็นนั้น ก็อยู่รอดมาจนเป็นการ์ตูนที่แสนน่ารัก เช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร ในตอนนี้จะช่วยให้เราพบคำตอบ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับสภาพสังคม และวัฒนธรรมในตอนต้นของการกำเนิดของ ภาพยนตร์การ์ตูน

หนังการ์ตูน เกิดขึ้นมาได้ยังไง บุคคลสำคัญของวงการหนังการ์ตูน

Winsor McCay

บุคคลสำคัญสี่คนแรกก็คือ Winsor McCay, Raoul Barre, Earl Hurd และ John Rudolph Bray ซึ่งเป็นสี่คนที่ได้ริเริ่มต้นสร้างหนังการ์ตูน และปรับปรุงเทคโนโลยี และทำให้มันเข้มแข็งในด้านการตลาด จนอาจกล่าวได้ว่าเข้มแข็งมาจนถึงทุกวันนี้ และคนสำคัญที่สุดคือ วินเซอร์ แม็กเคย์

เขาเกิดเมื่อ 26 กันยายน 1867 เขาเป็นศิลปินโดยกำเนิดอย่างแท้จริง โดยเขาสามารถเขียนรูป วาดรูปได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างมีความสุข โดยไม่สนใจคำวิจารณ์ ของคนรอบข้างแต่อย่างใด เขาได้เริ่มงานอาชีพ ด้วยการรับจ้างเขียนโปสเตอร์ ก่อนที่จะไปทำงานหนังสือพิมพ์ และเขียนการ์ตูนช่อง

ให้แก่หนังสือพิมพ์ในที่สุด ผลงานชิ้นสำคัญของเขาที่รู้จักกันดีคือ “Little Nemo in Slumberland” ปี 1905 เมื่อถึงปี 1909 เขาสร้างนวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ ของอะนิเมชั่นในเวลาต่อมา นั่นคือ Flipper คือภาพการ์ตูนที่เย็บเป็นเล่ม เพื่อนำมาเปิดเร็วๆ แล้วจะเห็นการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูน

ผลงานชิ้นนี้จะแถมไปกับ หนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ กล่าวเฉพาะการ์ตูนช่องของ วินเซอร์ แม็กเคย์ ก็ต่างจากนักเขียนการ์ตูนคนอื่น ขณะที่นักเขียนการ์ตูนทั่วไป มักเขียนกรอบต่อกรอบ ให้มีการดำเนินเรื่องไปค่อนข้างเร็ว แต่แม็กเคย์มักจะย่ำอยู่กับที่ เพื่อที่จะเก็บรายละเอียดค่อนข้างมาก

ยกตัวอย่างการ์ตูนเรื่อง “Sammy Sneeze” ปี 1905 เขาใช้ถึงสี่กรอบในการ วาดหน้าตาของตัวการ์ตูนก่อนที่จะจาม ตั้งแต่สูดลมเข้า ย่นจมูก ย่นหน้า อ้าปาก แล้วค่อยจามในกรอบที่ 5 ตามด้วยการถอนหายใจในกรอบที่ 6 ซึ่งทั้งหมดนี้เองก็เข้าใกล้ อะนิเมชั่นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถึงเดือนเมษายน ปี 1911 เขาได้ฉาย

หนังการ์ตูนเรื่องแรกของโลก ก็คือ “Little Nemo” ซึ่งเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูนต่างๆ จากการ์ตูนที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเอง เขาเขียนภาพทั้งหมดประมาณ 4,000 ภาพ โดยใช้หมึกอินเดียนอิ๊งค์วาดบนกระดาษ และใช้กรอบไม้ในการตรึงภาพ เสร็จแล้วนำไปถ่ายด้วยฟิล์มภาพยนตร์ที่สตูดิโอ

ต่อมาเขาก็ได้สร้างหนังการ์ตูนเรื่องที่ 2 คือ “How a Mosquito Operates” ในปีถัดมา ตามด้วยอะนิเมชั่นซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนังการ์ตูนที่มีเนื้อเรื่องเป็นเรื่องแรกคือ Gertie the Dinosaur (1914) ที่จะเป็นหนังการ์ตูน ที่สร้างแรงบันดาลใจ และชักนำให้เด็กหนุ่มจำนวนมาก ก้าวเข้าสู่วงการอะนิเมชั่น และช่วยกันพัฒนาหนังการ์ตูนในเวลาต่อมา

ประเภทของแอนนิเมชั่น มาทำความรู้จักกับ 2D Animation

หนังการ์ตูน

แอนนิเมชั่น 2D ก็คือภาพเคลื่อนไหวแบบ 2 มิติ ที่จะมองเห็นทั้งความสูง และความกว้าง ซึ่งจะมีความเหมือนจริงอยู่พอสมควร และในการสร้าง จะไม่สลับซับซ้อนมากนัก ตัวอย่างเช่นการ์ตูนเรื่อง โดเรมอน หรือภาพเคลื่อนไหว ที่ปรากฏตามเว็บต่างๆ รวมทั้ง Gif Animation ภาพที่ถูกสร้างเป็นภาพตัวละคร

ในรูปแบบสองมิติและทำให้มีชีวิตชีวา ด้วยการเคลื่อนไหว แอนิเมชั่นประเภทนี้ ถือเป็นรูปแบบดั้งเดิม ของอนิเมชันที่มีตัวละคร ธรรมดาที่ขยับขึ้น ลง ซ้าย ขวา และในปัจจุบันเรามีหลายวิธี ในการสร้างภาพแบบ 2D หากคุณเป็นแฟนตัวยง หรือว่าเคยดูผลงานแอนิเมชั่นมาบ้าง จะต้องรู้ว่ามันถูกเขียนโดยปากกา – ดินสอ

พร้อมกับกระดาษจำนวนมาก ซึ่งจะเริ่มด้วยการ สร้างภาพลงบนกระดาษ จากนั้นจะเขียนซ้ำขึ้นมาเป็นชุด โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนภาพ เช่นท่าทางการขยับแขน ขยับขา ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นภาพต่อเนื่อง ราวภาพที่เคลื่อนไหวได้ สำหรับมาตฐานในงานอนิเมชั่นทั่วไปอยู่ที่ 24 ช็อตต่อวินาที นั่นหมายความว่าจะต้องใช้กระดาษที่มีภาพต่างกัน 24 แผ่น เพื่อนำมาประกอบ เป็นภาพเคลื่อนไหวเพียง 1 วินาที

3D Animation ภาพยนตร์การ์ตูน ภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ 

หนังการ์ตูน

ภาพยนตร์การ์ตูนในรูปแบบ 3D Animation เกิดขึ้นมาหลังจาก 2D Animation เนื่องจากว่า 3D Animation จะถูกสร้างขึ้นมาด้วย เทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านโปรแกรมต่างๆ โดยมีมิติที่ถูกเพิ่มเข้าไปอีก 1 มิติก็คือ แนวลึก และเมื่อมารวมกับมิติทั้งแนวตั้งและแนวนอน ก็จะเกิดขึ้นเป็น 3D Animation

ซึ่งกระบวนการสร้าง ก็มักทำขึ้นในโปรแกรมเฉพาะ มีการปั้นโมเดล 3D ของตัวการ์ตูนและ สิ่งแวดล้อมต่างๆขึ้นมา เพื่อทำการเคลื่อนไหวแต่ 3D Animation ยังคงต้องอาศัยพื้นฐานในการทำ 2D Animation ด้วยเพื่อให้การทำภาพเคลื่อนไหว ของสิ่งต่างๆในงาน 3D มีความสวยงาม

ภาพที่เห็นจะมีความ สมจริงมากถึงมากที่สุด ในภาพยนตร์ ยกตัวอย่าง 3D Animation ที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบันได้แก่ Animation จาก Disney Pixar หรือ Dreamwork ที่เข้าฉายในบ้านเรามาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Frozen หรือ Minion, Toy Story, NEMO เป็นต้น

ติดตามบทความภาพยนต์อัพใหม่ : วงการภาพยนตร์

ผู้สนับสนุน : คลิ๊ก